ห้องสานฝัน
ห้องสานฝัน
ยินดีต้อนรับทุกๆคน
ทั้งสมาชิกเก่า สมาชิกใหม่ หรือผู้มาเยือนเป็นครั้งเเรก
เวบนี้เป็นเวบเกี่ยวกับการ์ตูน เกม ฯลฯ สามารถมาโพสต์ขอ
เรื่องต่างๆ ได้ ทั้งยังมี Chatbox ไว้พูดคุยกันในเวบอีกด้ย
เวบของเราไม่มีวันหยุดครับ
จะหาข่าวสารต่างมาอัพเดตทุกๆวัน

มาสมัครสมาชิกนะครับ
สมาชิกจะมีสิทธิพิเศษมากกว่าผู้มาเยือนดังนี้
-สามารถดาวน์โหลดโปรเเกรเเละเกมต่างๆในเวบนี้ได้
-สามารถโพสต์ขอโปรเเกรมหรืออะไรที่ต้องการได้
-จะมีกิจกรรมต่างๆให้ทำ
-สามารถขออะไรก็ได้กับ admin ถ้าไม่ยากเกินไป
มาสมัครสมาชิกกันนะครับ กดข้างล่างนี้

...ฝัน...

วง cover ของ admin ครับ ฝากไลค์เพจด้วยนะครับตามที่อยู่ข้างล่าง ฝากติดตามด้วยนะครับ


You are not connected. Please login or register

10 อันดับเรือผีสิงที่ยังหาคำตอบไม่ได้

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down  ข้อความ [หน้า 1 จาก 1]

Admin


Admin
Admin
10 อันดับเรือผีสิงที่ยังหาคำตอบไม่ได้


อันดับ 10 The Caleuche

เป็น
ตำนานเรือผี ที่หลายคนรู้จักดี เป็นเรือผีที่มักปรากฏตัวที่หมู่เกาะชิโลเอ้
ทางตอนใต้ของประเทศชิลี
ตามตำนานของคนท้องถิ่นเล่าว่าเรือผีนี้กำเนิดขึ้นจาก
ดวงวิญญาณของคนจมน้ำใน ทะเล


โดยสาเหตุมาจากสามพี่น้องเงือก ที่หลอกล่อเรือให้อัปปาง
จนวิญญาณดังกล่าวไม่ผุดไม่เกิดรวมตัวจนกลายเป็นเรือผ ีซึ่งมักปรากฏขึ้นทุก
คืน(บางตำนานเล่าว่าเป็นเรือผีที่เกิดจากเวทมนต์หมอผ ีที่มักบักพาตัวชาว
ประมงและชาวเรือให้กลายสัตว์ประหลาดเพื่อให้เป็นทาสท
ำงานเป็นลูกเรือชั่วกาล นาน)
โดยมันมักปรากฏเป็นเรือใบโบราณขนาดใหญ่อลังการและสวย งาม
เต็มไปด้วยดวงไฟพร้อมกับเสียงดนตรีและเสียงคนหัวเราะ จำนวนมากมาย
และหลังจากมันปรากฏตัวแล้วเรือจะหายไปหรือจมดิ่งไปใต ้ทะเล






อันดับ 9 The SS Valencia

SS
วาเลนเซียเป็นเรือกลไฟที่ประสบภัยจนเรือจมอยู่นอกชาย ฝั่งแวนคูเวอร์,
บริติชโคลัมเบียในปี ค.ศ. 1906
เรือได้เผชิญสภาพอากาศที่เลวร้ายใกล้แหลมเมนโดซิโน
ทำให้เรือสูญเสียการบังคับแล้วไปชนกับแนวหินปะการังจ นน้ำเข้าเรือ
จนเรือแตก ลูกเรือและผู้โดยสารได้พยายามสละเรือแล้วหนีโดยใช้แพ ชูชีพลงน้ำ


ซึ่งมีผู้โดยสารในแพชูชีพแตกหายไปในช่วงนั้น ส่งผลให้ผู้โดยสารกว่า 136
คนเสียชีวิตซึ่งส่วนมากเป็นเด็กและผู้หญิง เหลือรอดเพียง 37 คนเท่านั้น
ห้าเดือนต่อมาชาวประมงอ้างว่าพวกเขาได้พบโครงกระตูก 8
โครงบนเรือชูชีพอยู่ในบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุเรือจม
แต่แล้วเมื่อมีการค้นหาก็ไม่ได้พบอะไร
นอกจากนี้ชาวเรือยังพบเรือกลไฟวาเลนเซียล่องลอยอยู่แ นวปะการังใน Pachena
Point ใกล้เกาะแวนคูเวอร์ไป 12 กิโลเมตร และ 27
ปีต่อมาก็ยังมีการพบเรือและแพผีในบริเวณนั้นอยู่เป็น ระยะ






อันดับ 8 Medan Ourang

เรื่อง
ราวได้ เริ่มต้นขึ้น ในเดือนกุมภาพันธ์ 1948
เมื่อเรืออเมริกันได้รับข้อความแปลกประหลาดจากบรรทุก สินค้าของชาวดัตช์
Ourang Medan ในขณะไปช่องแคบมะละกา นอกชายฝั่งของประเทศมาเลเซีย -
ที่อินโดนีเซีย โดยข้อความระบุว่าสมาชิกทั้งหมดบนเรือกำลังจะตาย
ก่อนปิดท้ายด้วยคำว่า "ฉันตาย"
และเมื่อคนในเรืออเมริกันได้รับข้อความนี้ต่างแล่นเร ืออย่างรวดเร็วเพื่อ
ช่วยเหลือ หากแต่สิ่งที่พวกเขาในเรือดังกล่าวก็คือลูกเรือทั้งห
มดและกัปตันเรือดังกล่าวตายหมดแล้วตาของพวกเขาเปิดโพ
ลงใบหน้ามองแขนยื่นไปยังดวงอาทิตย์(บางคน
เอามือชี้ไปยังสิ่งที่มองไม่เห็น)และใบหน้าของเขาแสด
งสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด


แม้แต่สุนัขบนเรือก็ตายโดยสภาพเหมือนกับว่ามองเห็นศั ตรูที่มองไม่เห็น
บางอย่าง ระหว่างเรืออเมริกันกำลังลากเรือลำนี้นั้นก็ได้เกิดไ ฟลึกลับ
ทำให้ต้องตัดลวดที่ล่ามกับเรือนี้ออก
และเรือเจ้าปัญหาก็เกิดระเบิดขึ้นและจมหายไปในท้องทะ เลในที่สุด
ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ยังเป็นปริศนาที่หาข้อสรุปไม่ไ ด้
บางคนบอกว่าเรืออาจถูกโจมตีโดยยูเอฟโอหรือพื้นที่สาม เหลี่ยมอาถรรพณ์
แต่คนไม่เชื่อก็บอกว่าอาจเกิดพิษคาร์บอนมอนอกไซด์
หรือเรืออาจบรรทุกสินค้าวัสดุอันตรายต้องห้ามที่ผิดก
ฎหมายจำพวกพิษที่ทำให้ หายใจไม่ออกและเกิดรั่วขึ้น
แต่จนถึงทุกวันนี้เรื่องที่เกิดขึ้นบนเรือ
และลูกเรือทั้งหมดของเรือยังคงลึกลับ






อันดับ 7 Carroll A.Deering

เป็น
ชื่อเรือ ของเรือใบซคูเนอร์ ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นเรือพาณิชย์
และถูกพบพบเกย์ตื้นในแหลม Hatteras ทางทิศเหนือของคาโรไรน่า เมื่อปี
1921หลังจากที่เดินทางขนส่งถ่านหินไปทวีปอเมริกาใต้ท ี่รีโอเดจาเนโร
ประเทศบราซิลเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 1920 ก่อนที่จะหายไปและปรากฏตัวเมื่อ
31 มกราคม 1921 ที่แหลมดังกล่าว
จากการตรวจสอบพบว่าลูกเรือบนเรือหายตัวไปอย่างลึกลับ ไร้ร่องรอย
อุปกรณ์หลายชิ้นบนเรือยังใช้ได้


แต่อุปกรณ์นำทางและสมุดจดรายการต่างๆ หายไป
ในห้องครัวของเรือปรากฏว่าอาหารบางอย่างได้ถูกเตรียม
ไว้สำหรับมืออาหารในวัน ถัดไปแต่ถูกยกเลิกกลางคันเสียก่อน
สุดท้ายเรือลำนี้ก็ถูกปลดและถูกทำลายโดยระเบิดเพื่อป
้องกันในการนำมันมาใช้ งานอีกครั้ง
แต่ปริศนาคนหายในเรือนี้ยังถูกกล่าวขานต่อไปหลายคนเช
ื่อว่าและลูกเรือลำนี้ เป็นเหยื่อของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เมื่อวันที่ 11
เมษายน 1921 มีคนชื่อเกรย์ได้อ้างว่าพบข้อความในขวดลอยน้ำที่ข้อค
วามที่เชื่อว่าเป็นข้อ ความที่จะไขปริศนาเรือนี้ได้
โดยข้อความนี้เป็นอักษรสีเทาที่เขียนว่า "DEERING CAPTURED BY OIL
BURNING BOAT SOMETHING LIKE CHASER. TAKING OFF EVERYTHING HANDCUFFING
CREW. CREW HIDING ALL OVER SHIP NO CHANCE TO MAKE ESCAPE. FINDER PLEASE
NOTIFY HEADQUARTERS DEERING."







อันดับ 6 The Baychimo

หนึ่ง
ในกรณีที่ น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเกี่ยวกับเรือผีของจริง
ก็คือกรณีเรือสินค้าเดินสมุทรลำหนึ่งชื่อ "เบย์ชิโม่"
ที่ถูกทิ้งจนเป็นเรือร้าง แต่มันสามารถลอยทะเล ท่องมหาสมุทรแถวอลาสก้ากว่า
38 ปีโดยไม่มีกัปตันและลูกเรือขับมันเลยแม้แต่คนเดียว
โดยเรือลำดังกล่าวเป็นของบริษัทฮัดสันส์เบย์ สร้างขึ้นใน 1914
เรือขนส่งสินค้าบนเส้นทางระหว่างแคนาดาและอลาสกา
ดังนั้นเรือนี้จึงออกแบบแข็งแกร่งเป็นพิเศษเพื่อทนต่
อสภาพอากาศและสภาพท้อง ทะเลแถบขั้วโลกเหนือที่เต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็ง
จนกระทั้งในปี 1931 เรือเบย์ชิโม่ก็ถูกขังอยู่ในก้อนน้ำแข็งใกล้อลาสก้าแ
ละหลังจากพยายามและหา วิธีมากมายในการแก้ปัญหานี้ แต่ปรากฏว่าล้มเหลว
กัปตันและลูกเรือจึงต้องออกจากพื้นที่
ที่เรืออยู่เพื่อความปลอดภัยหลังจากเกิดพายุหิมะ


จากนั้นเวลาต่อมาเรือก็ถูกทิ้ง
และเมื่อคนของบริษัทกลับมาดูอีกทีก็พบว่ามันหายไป
คาดว่ามันคงจมสู่ก้นทะเลไปแล้ว
หากแต่ว่ามันกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องลึกลับในเว ลาต่อมา
เมื่อมีคนเห็นเรือเบย์ชิโม่ลอยไปมารอบๆ
อลาสก้าหลายครั้งและหายไปทุกครั้งอย่างไร้ร่องรอยเมื ่อทีมกู้เรือมาถึง
และหลายครั้งที่หลายคนเห็นมันติดผืนน้ำแข็งก่อนที่จะ หายไปเมื่อละสายตา
จนมันถูกเรียกขานว่า "เรือปีศาจแห่งอาร์กติก"
และครั้งสุดท้ายที่มันปรากฏคือปี 1969
ในสภาพที่มันกำลังหลุดออกจากผืนน้ำแข็งอลาสก้า และมันหายไปตลอดกาล
จวบจนปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่าเรือเบย์ชิโม่หายไปไหน
หลายฝ่ายเชื่อว่ามันคงจมอยู่ใต้ท้องทะเลเพราะหมดสภาพ
หรือมันยังคงล่องลอยอยู่ในทะเลน้ำแข็งแถบขั้วโลกเหนื ออยู่ไม่ได้ไปไหน






อันดับ 5 Octavius

ตำ
นานออคตา เวียคนั้นไม่สามารถยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ
หากแต่เรื่องราวของเรือดังกล่าวได้เล่าขานจนมีชื่อเส ียงไม่แพ้เรือผีทุก
เรื่องในเรื่องโชคชะตากรรมที่น่าสยดสยองของลูกเรือใน ลำดังกล่าว
ที่เต็มไปด้วยเรื่องลี้ลับเป็นอย่างยิ่ง โดยตำนานนี้ได้อ้างว่าในปี 1775
เรือล่าวาฬลำหนึ่งชื่อเฮราลด์
ได้สะดุดพบเรือออคตาเวียสเข้าโดยบังเอิญนอกชายฝรั่งก รีนแลนด์ในสภาพจับตัว
เป็นน้ำแข็งไม่สามารถไปไหนได้
โดยเรือลำนี้เป็นเรือที่ออกจากประเทศอังกฤษเมื่อปี 1761 และหายสาบสูญไปถึง
13 ปี แต่ตอนนี้มันปรากฏขึ้นมาอีกครั้งต่อหน้าลูกเรือเฮราล ด์
ซึ่งกัปตันและลูกเรือเฮราลด์ได้ไปสำรวจเรือดังกล่าวก ็พบร่างของลูกเรือนอน
ตายอยู่ที่นอนคลุมร่างกายไว้ด้วยผ้าห่มหนา
ร่างกายถูกแช่แข็งเหมือนอยู่ในสภาพที่เย็นจัด


นอกจากนี้ยังพบเด็กผู้หญิงที่ตายคลุมด้วยผ้าห่มเหมือ นลูกเรือเช่นกัน
ส่วนกัปตันเรือตายในลักษณะนั่งคว่ำหน้าทับสมุดบันทึก เดินเรืออยู่
ในมือถือปากกาเหมือนจะเขียนอะไรบางอย่าง
มีกองไม้ที่ถูกเหลาไว้แสดงให้เห็นถึงความพยายามเป็นค
รั้งสุดท้ายที่จะจุดไฟ แต่ก็หมดหวัง
เมื่อพวกเขาอ่านบันทึกเรือก็ตกใจมากเพราะว่าบันทึกดั งกล่าวบอกว่าเรือนั้น
เริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งในขณะที่เรืออยู่ตอนเหนือของอ ลาสก้า เมื่อเดือน
พฤศจิกายน ค.ศ.1762 แสดงให้เห็นว่าเรือนี้หายสาปสูญและเดินทางอย่างไม่มี
จุดมุ่งหมายมานานถึง 13 ปี
มันสามารถแล่นเรือได้อย่างไรในเมื่อลูกเรือทั้งลำตาย หมดแล้วนอกเสียจากลูก
เรือกับกัปตันเป็นผี ก่อนที่เรือจะหยุดลงเพราะติดน้ำแข็งที่เกาะกรีนแลนด์
ดังกล่าว และทุกวันนี้ไม่มีใครรู้เส้นทางเดินเรือที่แท้จริงขอ
งเรือที่เผชิญโศก นาฏกรรมดังกล่าวเลย






อันดับ 4 The Joyita

เป็น
ชื่อเรือ ยอชท์ ยาวกว่า 21 เมตร ถูกสร้างในปี 1931 และผ่านมือมาหลายคน
จนกระทั้งถูกทำให้กลายเป็นเรือประมง เช่าเหมาลำในที่สุด
และเรื่องราวลึกลับก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 3 ตุลาคม ในปี 1955
เมื่อผู้เรือโดยสารกว่า 25 ชีวิต บนเรือนี้ได้หายไปอย่างลึกลับในแฟซิฟิกใต้
โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ
5.00น.เรือได้ออกเดินทางจากท่าเรือไปยังหมู่เกาะโตเก ลา(ระยะห่างกว่า 430
เมตร) บนเรือประกอบด้วยเจ้าของเรือ พร้อมลูกเรือ 16 คนและผู้โดยสาร 9
คน(หนึ่งในนั้นมีศัลยแพทย์ชื่อดังชื่อ อัลเฟรด "แอนดี้" เดนิส พาร์สัน
รวมอยู่ด้วย)


ต่อมา 6 ตุลาคมเรือก็ถูกระบุว่าค้างหนี้ชำระ
แต่กระนั้นมันก็ได้หายไปโดยไม่มีการติดต่ออีกเลย
ทำให้มีการค้นหาทางอากาศครั้งใหญ่ครอบคลุมพื้นที่น่า จะเป็นไปได้ถึง
260,000 ตารางกิโลเมตรในมหาสมุทร แต่ไม่พบเรือดังกล่าวเลย
จนกระทั้งห้าสัปดาห์ต่อมา(10 พฤศจิกายน)
เรือก็ถูกพบแถวเส้นทางเดินเรือจากซูวาไปฟูนะฟูตี
ในสภาพจมเป็นบางส่วนและเครื่องยนต์หลายเครื่องเกิดคว ามเสียหาย
และไม่มีร่องรอยเกี่ยวกับผู้โดยสารหรือลูกเรือ
สินค้าหนักกว่าสี่ตันได้หายไป

ส่วนหลักฐานที่น่าสนใจบนเรือก็มีนาฬิกาบอกเวลาที่หยุ ดเมื่อ 10.25น.
แสดงให้เห็นว่าเป็นเวลาที่เกิดเหตุและน่าจะเป็นตอนกล างคืน
วิทยุเรือถูกปรับเพื่อขอความช่วยเหลือสากล
และมีการพบกระเป๋าแพทย์บนด่านฟ้าข้างในมีผ้าพันแผลแล ะมีดผ่าตัดที่เปื้อน
เลือด เรื่องราวของเรือลำนี้ยังคงความลึกลับถึงปัจจุบัน
โดยทฤษฏีที่นิยมมากที่สุดคือโจรสลัดฆ่าและร่างกายของ
พวกลูกเรือถูกโยนลงน้ำ หรือไม่ก็ถูกลักพาตัว หรือโกงเงินประกันภัย






อันดับ 3 The Lady Lovibond

ใน
ประเทศอังกฤษ มีตำนานอันยาวนานเกี่ยวกับเรือผี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ
เรือเลดี้ โลวี่บันด์ ซึ่งเป็นเรือใบสกูเนอร์ ผีที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
โดยเรื่องราวของเรือนี้เริ่มขึ้นในเดือน 13 กุมภาพันธ์ 1748
กัปตันเรือเลดี้ โลวี่บันด์ ชื่อไซม่อน พีล (Simon Peel)
ได้ตัดสินใจเอาเรือออกมาเฉลิมฉลองงานแต่งงานของเขาที ่นอกชายฝั่งอังกฤษ
โดยความเชื่อดังเดิมนั้นหากเรานำผู้หญิงขึ้นเรือไปด้
วยจะนำความหายนะสู่เรือ นั้นๆ และปรากฏว่าเป็นเช่นนี้จริง


เมื่อต้นหนประจำเรือคนหนึ่งเกิดไปหลงรักภรรยาของกัปต ันเรือไซม่อนเข้า
ทำให้เขาเกิดความริษยา ความโกรธและความหึงหวง
และในวันนั้นเองในขณะที่กัปตันหนุ่มและแขกกำลังฉลองก ารแต่งงานที่ด่านฟ้า
ต้นหนเรือได้บังคับเรือเลดี้ โลวี่บันด์ให้เป็นเรือมฤตยู
ผลสุดท้ายเรือก็เกิดอุบัติเหตุที่แหลมกู๊ดวินด์ทางชา ยฝั่งตะวันออกเฉียง
เหนือของอังกฤษ ทุกคนบนเรือตายเกลี้ยง หลังจากนั้นเป็นต้นมาในวันที่ 13
กุมภาพันธ์ เมื่อเวลาผ่านไปทุกสิบห้าปี เรือเลดี้
โลวี่บันด์จะปรากฏตัวในฐานะเรือผี ครั้งแรกปรากฏในปี 1798 ต่อมา 1848,
1898, 1948 ในลักษณะแตกต่างกันออกไป
เช่นเรือในรูปซากปรักหักพังหรือแสงสีเขียวประหลาด
อย่างไรก็ตามในมันก็ไม่ได้ปรากฏครั้งล่าสุดในปี 1998
แต่กระนั้นมันก็ยังเป็นตำนานที่มีชื่อเสียงของเรือผี ยุโรปอยู่ดี






อันดับ 2 Mary Celeste

ปริศนา
เรือแม รี่ เซเลสต์ยังเป็นเป็นปริศนาที่มีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบั น
โดยเรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1872
เมื่อเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอังกฤษชื่อ เดอี กราเซีย เห็นเรือแมรี่
เซเลสต์ เรือใบสองเสาขนาด 100
ฟุตลำหนึ่งที่ร้างคนและลอยอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายกลาง
ทะเลมหาสมุทรแอตแลนติก ตอนเหนือ ระหว่างประเทศโปตุเกสกับหมู่เกาะอะซอเรส


ซึ่ง
เรือดังกล่าวแล่นจากนิวยอร์คสู่เจนัวในวันที่ 7 พฤศจิกายน
โดยสมาชิกเรือประกอบด้วยกัปตันบริกก์ ภรรยาซาราห์ ลูกสาวโซเฟีย และลูกเรือ
รวมเป็น 11 คน ในเวลาต่อมาก็มีการสำรวจเรือแมรี่ เซเลเลสต์
ก็พบว่าไม่มีร่องรอยคนอยู่บนเรืออยู่เลย
อีกทั้งสภาพในเรือก็น่าพิศวงเพราะทุกอย่างบนเรืออยู่
ในสภาพที่ราวกับว่าเพิ่งมีคนอยู่ที่นั่น จนถึงเมื่อครู่
ที่โต๊ะอาหารว่างของกัปตันยังพบร่องรอยไข่ลวกกระเทาะ
เปลือกทิ้งไว้โดยไม่ตัก รับปะทาน ขนมปังและจานซุปยังวางอยู่บนโต๊ะ
ไปป์ถูกวางไว้รอจุดไฟ รองเท้าบู้ธถูกวางทิ้งทั้งๆที่ยังขัดค้างไว้อยู่
สมุดโน้ตภรรยาเปิดคาเหมือนยังเล่นค้างอยู่
รูปการบ่งบอกชัดเจนว่าสละเรือเป็นไปอย่างเร่งรีบโดยไ
ม่มีการเตรียมตัวมาก่อน


นอกจากนั้นสภาพห้องของเรือส่วนใหญ่ถูกรื้อกระจุยกระจ าย
ของหลายตกแตกเต็มพื้นเหมือนมีเหตุต่อสู้กันบนเรือ
แต่กระนั้นสินค้าที่เป็นสุรายังอยู่ปกติ(ปริมาณกว่า 1,500 บาร์เรล)
บันทึกเดินเรือถูกฉีกขาดไปหลายหน้า แต่ก็ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นว่าคนทั้ง 10
หายไปไหนและหายไปได้อย่างไรกัน
และที่น่าตกใจก็คือวันสุดท้ายที่มีการบันทึกคือวันที ่ 25 พฤศจิกายน
หรือประมาณ 10 วันมาแล้ว หากตำแหน่งเรือปัจจุบันจะพบว่าเรือแมรี่ เซเลสต์
กางใบแล่นมาโดยปราศจากคนบังคับเกือบ 100 ไมล์

มีหลายทฤษฏีที่อธิบายเรื่องลึกลับที่เกิดขึ้นกับเรือ แมรี่ เซเลสต์
คนบนเรือถูกฆ่าโดยโจรสลัด
หรือได้รับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อราจนประสาทหลอ นและเสียสติ
หรือเกิดจากผีและสัตว์ปีจากจากทะเล หรือมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว
แต่ทฤษฏีที่หลายคนยอมรับมากที่สุดคือเรือแมรี่
เซเลสต์เผชิญกับพายุหรือคลื่นลมแรง
ทุกคนเลยสละเรือและต่อมาก็เสียชีวิตในทะเลทั้งหมด
แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็ไม่สามารถไขปริศนาของมันได้จนเร ือถูกขายต่อไป
และท้ายที่สุด มันก็ถูกจมทิ้งเพื่อหวังเงินประกันใกล้ๆ เกาะเฮติ ในปี 1884
จนกลายเป็นปริศนาที่ไขไม่ออกจนถึงปัจจุบัน






อันดับ 1 Flying Dutchman

คง
ไม่มีเรือ ผีที่ไหนแล้วที่ยิ่งใหญ่ไปกว่า "เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมน"
ที่ออกหลอกหลอนแก่คนในน่านน้ำทั่วโลกและได้เป็นแรงบั นดาลใจมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด นิยายสยองขวัญ ภาพยนตร์
รวมทั้งเป็นชื่อเรือโจรสลัดลำหนึ่งในภาพยนตร์ชุด ไพเรทส์ ออฟ เดอะ
แคริบเบียน และแม้กระทั้งโอเปร่าโดยเรือลำนี้ถูกกล่าวถึงครั้งแร กปลายปี
1700 ในหนังสือ "Voyage"
และได้รับความนิยมในยุคนั้นและจากนั้นเป็นต้นมาตำนาน
นี้ก็แพร่หลายไปทั่วโลก โดยตำนานมีอยู่ว่ากัปตันชาวดัตช์คนหนึ่งชื่อ แวน
แดร์ เดคเคน (Van Der Decken) ได้นำเรือไปพบสภาพอากาศที่เลวร้ายในแหลมกู๊ด
โฮป ประเทศแอฟริกาใต้ เขาพยายามนำเรือผ่าพายุนี้แต่ไม่เป็นผลจนเรือใกล้อัป
ปาง


ซึ่งเขาโกรธมากเขาเลยสาบานแก่ฟ้าว่า "ข้าจะวนเวียนอยู่บริเวณแหลมนี้ ตราบฟ้าดินสลาย" และ
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
เขาและเรือได้กลายเป็นปีศาจที่ต้องคำสาปให้เดินทางใน
มหาสมุทรชั่วกัลปาวสาน ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ ตราบโลกนี้สิ้นสลาย
ฟลายอิ้ง ดัตช์แมนได้รับการบันทึกเป็นเอกสารมาตั้งแต่คริสต์สต วรรษที่ 17
และมีรายงานการพบเห็นเป็นครั้งคราวมาจนถึงคริสต์สตวร รษที่ 20
เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมนมักปรากฏตัวในคืนที่มีหมอกหนาทึบ
บางครั้งพบเห็นเป็นแสงประหลาดในเวลากลางคืน ในรูปของเรือสำเภาสามใบเสา
และกัปตันผู้ซึ่งยังแต่งกายในแบบศตวรรษเก่าใบหน้าของ เขาบิดเบี้ยว
กรีดเสียงหัวเราะบ้าคลั่งชวนขนลุก

หลายคนเริ่มมีความเชื่อว่าหายนะมักจะตามมาหากใครที่ไ ด้เห็นเรือลำนี้ เช่น
ในปี ค.ศ.1881 คนประจำเรือของพระเจ้าจอร์จที่ 5
ได้เห็นเรือลำใหญ่ลึกลับปรากฏขึ้นทางด้านหัวเรือเมื่ อเวลา 4.00น.
และหลังจากนั้นไม่กี่วัน คนประจำเรือคนนั้นก็พลัดตกเสากระโดงเรือตายคาที่
ทุกวันนี้ก็ยังมีคนกล่าวอ้างอยู่เสมอว่าเห็นเรือฟลาย อิ้ง
ดัทช์แมนยังคงรอนแรมอยู่เดียวดายกลางทะเลด้วยรูปลักษ ณ์อันเศร้าโศกและสยด
สยองอยู่ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ได้คำอธิบายปรากฏการณ์ฟลายอิง ดัตช์แมน
ว่าเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นมิราจหรือฟาตา มอร์กานา
ที่เกิดจากการหักเห และการสะท้อน ที่พบเห็นในทะเล


Credit :: www.jabchai.com


_________________


By...นักวาดฝัน
ดูข้อมูลส่วนตัว http://hong-san-fun.forumotions.net

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน  ข้อความ [หน้า 1 จาก 1]

Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ