ห้องสานฝัน
ห้องสานฝัน
ยินดีต้อนรับทุกๆคน
ทั้งสมาชิกเก่า สมาชิกใหม่ หรือผู้มาเยือนเป็นครั้งเเรก
เวบนี้เป็นเวบเกี่ยวกับการ์ตูน เกม ฯลฯ สามารถมาโพสต์ขอ
เรื่องต่างๆ ได้ ทั้งยังมี Chatbox ไว้พูดคุยกันในเวบอีกด้ย
เวบของเราไม่มีวันหยุดครับ
จะหาข่าวสารต่างมาอัพเดตทุกๆวัน

มาสมัครสมาชิกนะครับ
สมาชิกจะมีสิทธิพิเศษมากกว่าผู้มาเยือนดังนี้
-สามารถดาวน์โหลดโปรเเกรเเละเกมต่างๆในเวบนี้ได้
-สามารถโพสต์ขอโปรเเกรมหรืออะไรที่ต้องการได้
-จะมีกิจกรรมต่างๆให้ทำ
-สามารถขออะไรก็ได้กับ admin ถ้าไม่ยากเกินไป
มาสมัครสมาชิกกันนะครับ กดข้างล่างนี้

...ฝัน...

วง cover ของ admin ครับ ฝากไลค์เพจด้วยนะครับตามที่อยู่ข้างล่าง ฝากติดตามด้วยนะครับ


You are not connected. Please login or register

10 ปรากฏการณ์ลึกลับทางศาสนาที่เกิดขึ้นจริง

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down  ข้อความ [หน้า 1 จาก 1]

Admin


Admin
Admin
คุณเชื่อในปาฏิหาริย์หรือไม่ หากคุณไม่เชื่อคุณสามารถหาคำตอบกับ 10
เหตุการณ์ปรากฏการณ์เหล่านี้ได้หรือเปล่า
มันเป็นเหตุการณ์ลึกลับที่หลายคนเชื่อว่ามันเป็นฝีมือของพระเจ้า......


อันดับ 10 Marian Apparition in Zeitoun



http://en.wikipedia.org/wiki/Our_Lady_of_Zeitoun

แม่พระประจักษ์เป็นปรากฏการณ์ที่
หลายคนอ้างไว้ได้เห็นพระแม่มารีย์ในรูปแบบอิทธิปราฏหารณ์ต่างๆ
หนึ่งในเหตุการณ์นี้คือ“ผีมารีย์ในเซอิตัน” หรือ Our Lady of Zeitoun
เป็นเหตุการณ์ ลึกลับ ณ บริเวณกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ที่จู่ๆ
ก็ปรากฏร่างหนึ่งที่รูปร่างเหมือนผู้หญิงร่างหนึ่ง
ส่องสว่างเจิดจ้าเหนือหลังคาโบสถ์ของชาวอียิปต์ (เกิดในระยะ 2- 3 นาที)
ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความแปลกประหลาดต่อผู้พบเห็นอย่างมาก
เหตุเกิดขึ้นครั้งในปี 1968-1970 และ ในช่วงเช้าตรู่
ที่เหนือโบสถ์คาทอลิกชื่อ คอปติก ในเซอิตัน เมืองเซนต์ แมร์รี่
ตอนแรกหลายคนคิดว่าเป็นผู้หญิงกำลังจะโดดฆ่าตัวตาย
แต่ปรากฏว่าไม่ใช้แต่เป็นแสงสีขาวรูปร่างคล้ายคน
และนับแต่นั้นเป็นต้นมาตลอดระยะ 3 ปีที่ผ่านมา
มีหลายคนพบเห็นแสงประหลาดที่มีลักษณะคล้ายพระแม่มารีย์
และเมื่อเหตุการณ์นี้โด่งดังก็เริ่ม
มีประชาชนหลายคนเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้เพื่อชมปรากฏการณ์ดังกล่าวจำนาน
มากจนตำรวจในกรุงไคโรต้องมาควบคุมสถานการณ์
โดยบรรดาผู้พบเห็นยืนยันว่าพวกเขาได้กลิ่นกำยานลอยสัมผัสจมูก
และผีถูกถ่ายลงในฟิล์ม(อย่างที่เห็นในรูปด้านบน)
นักวิทยาศาสตร์พยายามแก้ปริศนาดังกล่าวได้ตอบว่า เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ
หรือการทำงานของประจุไฟฟ้าของหลังคาโบสถ์
แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครยืนยันแน่ชัดว่า
ปรากฏการณ์นี้แท้จริงแล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร

คลิปสารคดี http://www.youtube.com/watch?v=6W9T-XQpb6Q



อันดับ 9 Incorruptibility



ศพไม่เน่า หมายถึง เป็นคำเรียกในสถานการณ์ที่คนตายแล้วร่างไม่สลาย
เน่าเปื่อยหลังจากที่ตายไปแล้ว ซึ่งนอกจากไม่เน่าเปื่อย ยังมีสิ่งน่าสนใจ
เช่น นอกจากไม่เน่าแล้วสีหน้าตอนตายก็คล้ายกับว่ากำลังนอนหลับอยู่
นอกจากนี้ยังมีกลิ่นหอมหวานไม่เหม็น
บางรายยังมีปรากฏการณ์เส้นผมและเล็บงอกด้วย
ในศาสนาคริสต์คาทอลิกดั้งเดิมจะมีการพิจารณาบุคคลที่ตายแล้วร่างไม่เน่า
เปื่อยจะถูกแต่งตั้งเป็นนักบุญ
และจะต้องถูกเก็บรักษาศพด้วยเทคนิคการรักษาที่ดีที่สุด
ซึ่งจากอดีตจนถึงปัจจุบันมีศพที่ถูกประกาศเป็นนักบุญ(เซ็นต์)ที่ไม่เน่ามาก
มาย ส่วนด้านบนเป็นศพของนักบุญแบร์นาแด็ด(St. Bernadette)
ที่ประวัติของเธอเคยเห็นพระแม่มารีย์ เมืองลูดส์ (Lourdes) ประเทศฝรั่งเศส
และบวชเป็นชีและตายในวัยเพียง 35 ปี ในวันที่ 16 เมษายน 1879 แต่ร่างยัง
คงความเป็นอมตะไม่เน่าเปื่อยยาวนานถึง 127 ปีก่อน
และยังคงอยู่ในสภาพเดิมเมื่อครั้งที่ยังชีวิตอยู่ไม่ผิดเพี้ยน
ปัจจุบันร่างของนักบุญแบร์นาแดตต์
ยังอยู่ที่คอนแวนต์ของคณะซิสเตอร์แห่งเนอแวรส์ไม่เน่าเปื่อยมาจนทุกวันนี้



อันดับ 8Therese Neumann



แผลศักดิ์สิทธิ์ (Stigmata) คือเครื่องหมาย, แผล
หรือความรู้สึกในบริเวณที่ตรงกับรอยแผลของพระเยซูเมื่อทรงถูกตรึงกางเขน
คำว่า “แผลศักดิ์สิทธิ์” มา
จากบรรทัดหนึ่งของข้อเขียนของนักบุญพอลแห่งทาซัสในจดหมายนักบุญพอลถึงชาวกา
เลเทียที่กล่าวว่า “บนร่างข้ามี “แผล” ของพระเยซู” “Stigmata”
เป็นพหูพจน์ของคำภาษากรีก “ซึ่งแปลว่า เครื่องหมาย หรือ ตรา
ซึ่งอาจจะใช้เป็นเครื่องหมายประทับความเป็นเจ้าของของสัตว์หรือทาส ผู้ที่มี
“แผลศักดิ์สิทธิ์” เรียก ว่า “ผู้มีแผลศักดิ์สิทธิ์” (stigmatic)
สาเหตุของการเกิด “แผลศักดิ์สิทธิ์” ก็ต่างๆ กันแล้วแต่บุคคล
“แผลศักดิ์สิทธิ์” ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับโรมันคาทอลิก
ผู้ที่ได้รับมักจะเป็นนักบวชในนิกายโรมันคาทอลิก
ผู้ที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นสตรี

บุคคล ที่โด่งดังที่มีประสบการณ์ประหลาดนี้มีหลายคน
แต่ที่โด่งดังที่สุดคือกรณีของ เทอรีส น็อยมันน์ (9เมษายน 1898 – 18
กันยายน 1962) เป็นแม่ชีคาทอลิก ภาคใต้ของเยอรมันเยอรมัน
ผู้เกิดเหตุการณ์ลึกลับและมีมลทิน(หมายถึงได้รับบาดแผลศักดิ์สิทธิ์ใน
ตำแหน่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ตอนตรึงกางเขน)
ปรากฏการณ์แผนศักดิ์สิทธิ์ของเธอเกิดขึ้นเมื่อ 10 มีนาคม 1918 จู่ๆ
นางเทอริสเป็นอัมพาตครึ่งตัวในขณะอยู่ที่กำลังอยู่โรงนาของลุงของเธอ
จากนั้นตาของเธอก็บอดมีเลือดจำนวนมากไหลนองออกจากตา เธอนอนล้มหมอนนอนเสื่อ
นับแต่นั้นเป็นต้นมาก็ปรากฏแผลศักดิ์สิทธิ์ตามร่างตัวของเธอโดยไม่ทราบ
สาเหตุ รวมไปถึงรอยตกปะตูที่ฝ่ามือด้วย
เธอเล่าว่าได้เห็นประจักษ์พระเยซูและอ้างถึงการคืนชีพพระเยซูทุกคืนวันศุกร์
และบาดแผลศักดิ์สิทธิ์จะเกิดขึ้นทุกวันศุกร์ โดยวันที่ 5 พฤศจิกายน 1926
ปรากฏบาดแผลถึง 9 แผลที่หัว และด้านหลังและไหล่(ส่วนใหญ่จะเห็นในภาพด้านบน)
และแผลเหล่านี้ไม่สามารถทำให้หายได้ อีกทั้งเธอไม่บริโภคอาหารใดๆ
นอกจากขนมปังและไวน์องุ่นจากพิธีศิลมหาสนิท
จนกระทั้งแผลเหล่านี้เกิดอาการติดเชื้อและเธอก็เสียชีวิตในปี 1926
ในเดือนกรกฎาคม 1927
แพทย์และนางพยาบาลทำการชันสูตรพบว่าน้ำหนักหรือมีอาการขาดน้ำแต่อย่างใดเลย
ทั้งๆ ที่เธอกินแต่ขนมปังและไวน์องุ่นตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา



อันดับ 7 Statue in Akit



แม่พระอะคิต้า (Our Lady of Akita) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1973-1975
เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 มิถุนายน 1973 เมื่อซิสเตอร์อักแนส แคตซูโก้
ซาซากาว้า (Sister Agnes Katsuko Sasagawa) ในเมืองอะคิต้า (Akita)
ได้อ้างว่าได้เห็นรูปแกะสลักพระแม่มารีย์ที่ทำจาก ต้นไม้คัตสึและสูงประมาณ 3
ฟุตในโบสถ์ที่เธออาศัยอยู่ ได้เกิดมีฉายแสงสว่างจ้า
มีรอยแผลรูปกากบาทปรากฏที่มือซ้าย เธอมียินเสียงพูดจากรูปสลักไม้
ในวันเดียวกันไม่กี่ชั่วโมงน้องสาวของเธอได้เห็นหยดเลือดไหลจากมือขวาของรูป
ปั้น นอกจากนี้ยังมีเหงื่อไหลตรงเฉพาะหน้าผากและ
ลำคอส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลทั้งห้อง
และแผลในมือของรูปปั้นยังหายไปเมื่อถึงวันที่ 29 กันยายน และสองปีต่อมา
ในเดือนมกราคม 1975 รูปปั้นเริ่มร้องไห้(101 ครั้ง)
เหตุการณ์เหล่านี้มีประชาชนจำนวนแสนๆ คนได้เป็นพยานเห็นเหตุการณ์

จาก
การวิเคราะห์ด้วยวิทยาศาสตร์ตัวอย่างเลือดล้ำตายืนยันโดยนศาสดาจารย์ซากิซา
ก้า (Professor Sagisaka) ของคณะแพทย์ศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยอะคิต้าว่าโลหิต
น้ำตา และเหงื่อเป็นของมนุษย์จริงๆมาจากกลุ่มเลือด 3 ชนิด โอ (O) บี (B)
และ เอบี (AB) และที่น่าเหลือเชื่อคือน้ำที่ไหลจากรูปปั้นสามารถรักษาโรคได้

ใน เดือนมิถุนายน 1988 นครวาติกัน พระคาร์ดินัลยอเซฟ แรทซิงเยอร์ (Joseph
Cardinal Ratzinger)
ประธานสมณกระทรวงประกาศว่าเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในเมืองอะคิต้า
เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างถูกต้อง(ปรากฏการณ์แม่พระ
ประจักษ์จะต้องมีการยอมรับอย่างเป็นทางการจากนครวาติกัน
หากไม่ยอมรับถือว่าเป็นเรื่องหลอกลวงไป)

สารคดี http://www.youtube.com/watch?v=prs_fgCBfRU



อันดับ 6 Lourdes



เป็นเหตุการณ์ของนักบุญแบร์นาแด็ด(St. Bernadette) จากอันดับ 9 นั้นแหละครับ เพราะประวัติของนักบุญคนนี้ก็น่าพิศวงไม่แพ้กัน

แบร์นาแด็ดเป็นหญิงสาวเกิดเมื่อวันที่ เมื่อ วันที่ 7 มกราคม 1844
เมืองลูดส์ (Lourdes) ทางตอนใต้ของ ประเทศฝรั่งเศสใกล้กับชายแดนสเปน
ในครอบครัวที่ยากจน อีกทั้งตัวเธอก็มีโรคภัยไข้เจ็บมารุมเร้า
เรื่องราวของเธอเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1858
เมื่อเธอออกไปหาฟืนกับ น้องสาวและเพื่อนคนหนึ่ง จู่ๆ
เธอก็พบหญิงสาวนางหนึ่งปรากฏกายให้เธอเห็นเหนือช่อกำยานสำหรับถวายในถ้ำคูหา
มัสซาเบียล(Massabielle) หญิงนางนั้นแต่งกายด้วยชุดสีฟ้าและขาว
เธอยิ้มให้กับ แบร์นาแด็ด
ก่อนจะทำสัญลักษณ์มหากางเขนกับสายประคำสีงาและสีทอง เมื่อแบร์นาแด็ด
คุกเข่าลงและสวดภาวนาหญิงนางนั้นก็ได้หายไป

แบร์ นาแด็ดบอกว่าผู้หญิงนางนั้นคือพระนางมารีย์นั่นเอง
จากนั้นเป็นต้นมาพระนางมารีย์ก็ได้ประจักษ์แก่แบร์นาแด็ดถึง 17
ครั้งและได้พูดคุยกับเธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสวดภาวนาให้กับคนบาป
การปลงอาบัติ และการสร้างวัดในนามของเธอ
แต่พวกชาวบ้านไม่เชื่อในสิ่งที่เธอพูดและด่าว่าเธอเป็นเด็กหลอกลวง
จนกระทั่งวันหนึ่งพระนางมารีอาได้บอกให้เธอไปขุดที่โคลนแห่งหนึ่ง
และเมื่อเธอทำตามก็ได้พบน้ำพุธรรมชาติ และมันค่อยๆใหญ่ขึ้นในวันต่อๆมา
เมื่อมีคนนำน้ำจากแหล่งนั้นไปใช้ก็พบว่าหลายๆครั้งที่มันก่อ
อัศจรรย์ต่อผู้คนมากมายในการรักษาโรคร้ายให้หายขาด
ทำให้ประชาชนเริ่มเชื่อในสิ่งที่เธอพูด

ต่อมาแบร์นาแด็ดก็ได้รับการบวชเป็นซิ สเตอร์ ก่อนที่ได้จะถูก
แต่งตั้งเป็นนักบุญหลังจากเกิดเหตุการณ์ร่างไม่เน่าเปื่อยในที่สุด
ปัจจุบันมีผู้แสวงบุญจากทั่วทุกมุมโลกมาที่เมืองลูดส์แน่นทุกวัน
ส่วนน้ำพุศักดิ์สิทธินั้นปัจจุบันได้สร้างวิหาร The Basilica of Lourdes
ครอบ ไว้ และคนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือบรรดาร้านค้าขายของต่างๆ
ได้อานิสงส์หาขวดเปล่ามาขายให้กับผู้ศรัทธาเพื่อเอาไปใส่น้ำมนต์
ศักดิ์สิทธิ์(และถูกประกาศจากวาติกันยอมรับว่าพระแม่ประจักษ์ครั้งนี้เป็น
เรื่องจริง)

คุณสามารถอ่านแบบละเอียดยิบได้ในhttp://www.reocities.com/prakobkit/mary/lourdes.html



อันดับ 5 Joseph of Cupertino



นักบุญโยเซฟ กูเปอร์ติโน (St.Joseph Cupertino) เป็นนักบุญชาวอิตาลี
ที่มีปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งและอัศจรรย์ จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
คือเขาประสบเหตุการณ์ประหลาดเมื่อมีพลังลึกลับทำให้เขาสามารถลอยตัวเหนือ
พื้นดินและเหาะบนท้องฟ้าได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใน 1630-1663
ไม่ใช้ครั้งเดียวแต่เป้นหลายครั้งด้วยกันต่อมาเขาก็ได้ถูกแต่งตั้งเป็นนัก
บุญเมื่อวันที่ 1767

เหตุการณ์อัศจรรย์ นั้นเริ่มเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 1630 ในเมือง
Cupertino ในขบวนฉลองของ Saint Francis of Assisi
จู่ๆเขาก็ลอยสูงขึ้นเหนือจากพื้นดิน
ต่อหน้าคนทั้งโบสถ์สร้างความตกตะลึงเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้เขายังบินโฉบเหนือฝูงชนด้วย
หลังเหตุการณ์นี้ชีวิตของโจเซฟเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะจู่ๆ
เขาก็ลอยตัวติดกันต่อเนื่องและถี่ขึ้น(เขาอ้างว่าได้ยินเสียงพระเยซูและพระ
นางมารีย์ด้วย) แต่การลอยของเขาไม่สามารถควบคุมและไม่สามารถห้ามลอยได้
ต่อมาเขาเกิดในเรื่องนี้จะหนีไปซ่อนตัวที่บ้านแม่ของเขา
ส่วนประชาชนศรัทธาเขาเป็นอย่างมาก บางคนตั้งฉายา “The Flying Saint”

เที่ยวบินของโจเซฟที่โด่งดังคือเขาลอยตัวเหนือพยานคนสำคัญคือพระ สันตะปาปา
Pope Urban VIII เมื่อเขา
ก้มลงจูบเท้าของเขาด้วยความเคารพและยำเกรงก่อนที่เขาจะถูกพลังลึกลับยกเขา
ลอยกลางอากาศ นอกจากนี้ยังมีการถูกบันทึกไว้ในประวัติในตำราเล่มต่างๆ
รวมถึงพยานที่เป็นรัฐมนตรีด้วย

คลิป http://www.youtube.com/watch?v=gkIX-C0W1nk



อันดับ 4 Tilma of Juan Diego



เป็น เหตุการณ์แม่พระประจักษ์ ในปี ค.ศ.1531 ที่พระ นางมารีย์)
ประจักษ์แก่ยวง ดิเอโก (Juan Diego) วัน ที่ 9, 10, 12 ธันวาคม ค.ศ.1531
รวม 3 ครั้ง ที่ ภูเขาเตเปย้าก ประเทศเม็กซิโก
ซึ่งภายหลังทำให้ดีเอโกเป็นนักเผยแพร่ศาสนาคริสต์คาทอริกในเม็กซิโก

ในวันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม 1531 ชาวอินเอียนแดงผู้หนึ่งชื่อ ยวง ดิเอโก (Juan
Diego) ขึ้นไปที่ตำบลเตเปย้าก ที่เม็กซิโก เพื่อจะไปวัดที่วานเตียโก
ตลาดเตโลโก เป็นวัดของฤษีคณะฟรันซิสกัน เพื่อไปสวดภาวนา
ในเช้าวันนั้นเขายินเสียงเพลงไพเราะอ่อนหวาน
เสียงนั้นบอกให้เขาปีนที่ยอดเขาลูกนั้น ดิเอโกปีนถึงยอดเขาเตเปย้าก
และที่นั้นได้พบสตรีรูปหนึ่งที่งามมาก
พระพักตร์ค่อนข้างคล้ำเหมือนชาวพื้นเมือง
พูดภาษาอาสเตกด้วยโดยเธอบอกเขาและไปเมืองเม็กซิโก
ไปบอกท่านสังฆราชให้เขาสร้างวัดในที่นี้

ดิ เอโกทำตามที่พระมารดาขอร้อง แต่เขาต้องไปเมืองเท็กซิโกถึง 3
ครั้ง(และสองครั้งแรกเขากลับมาหาพระมารดาทุกครั้ง) ครั้งแรก(วันที่ 9
วันเดียวกัน)โดนปฏิเสธ ครั้งที่สอง(10
ธันนวาคม)พระสังฆราชต้องการรักษาความมีอยู่จริงของพระมารดา
ดีเอโกกลับไปหาพระ มารดาอีกครั้ง เขาขอเครื่องหมายแก่นาง
พระนางบอกให้เขามาวันพรุ่งนี้
แต่แล้ววันรุ่งขึ้นเขาไม่ได้ไปหาเพราะลุงเขาป่วยหนัก
ทำให้พระมารดาต้องมาเขาด้วยตัวเธอเอง(12 ธนวาคม)และบอกว่าลุงเขาจะไม่เป็นไร
แล้วบอกให้เขาปีนเขาและรวบรวมดอกกุหลาบ
ซึ่งน่าแปลกมากเพราะฤดูที่ว่านั้นเป็นฤดูหนาวไม่น่าจะมีกุหลาบได้
แต่ดิเอโกพบกุหลาบเขาเก็บมามากที่สุดที่จะเก็บได้ แล้วกลับมาหาพระนาง
พระมารดาหยิบช่อกุหลาบจัดลงในเสื้อคลุมของยวง แล้วบอกว่า
อย่าให้ใครดูดอกกุหลาบนี้ตามทางที่พบ
อย่าเปิดเสื้อคลุมให้ใครดูนอกจากเวลาอยู่ต่อหน้าท่านสังฆราช

ดิ เอโกได้ไปสำนักสังฆราชระหว่างทางพบข้ารับใช้เข้ามาขัดขวาง
พวกเขาสั่งให้เขาเปิดผ้าคุลม และพบว่าเป็นกุหลาบ
พวกเขาพยายามเอื้อมมือมาจับ แต่จับไม่ได้เพราะกลายเป็นภาพวาดติดกับผ้า
พวกเขาตกใจรีบวิ่งไปเล่าเรื่องให้ท่านสังฆราชฟัง
ท่านสังฆราชสั่งให้เรียกยวงเข้าไปหา
ยวงเรียนว่ามีเครื่องหมายที่ขอจากสตรีนั้น แล้วเขาเปิดเสื้อคลุม
ดอกกุหลาบบางดอกก็หล่นลงบนพื้น
ปรากฏภาพวาดรูปแม่พระที่สวยงามอยู่บนเสื้อคลุม
ทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างรู้สึกยำเกรง คุกเข่าลงต่อหน้าภาพอันงามนั้น
ในไม่ช้าท่านสังฆราชได้สร้างวัด และมอบให้ดิเอโกเป็นผู้ดูแลวัดนั้น
ดิเอโกได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความศรัทธา และละเอียดถี่ถ้วน
เขาสิ้นชีวิตเมื่อ ปี 1584

ปัจจุบัน เสื้อคลุมพระแม่มารีย์ยังคงเก็บรักษาอย่างดีในตู้แก้ว
เสื้อคลุมทำจากเส้นใยของต้นตะบองเพชร ซึ่งปรกติจะผุเปื่อยภายในเวลาไม่เกิน
25 ปี แต่ปัจจุบันไม่ผุพังแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่ทอขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1531 คือ
หรือกว่า 4 ศตวรรษมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบผ้าคลุมพบว่า
แม้ภายนอกเหมือนเสื้อคลุมธรรมดาของคนจนสมัยก่อน
แต่ตัวสีนั้นพิศวงมากเหมือนกับว่าพู่กันที่ใช้วาดรูปนี้
มิใช่พู่กันของโลกนี้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องแปลกใน ผ้าคลุมมากมาย เช่น
ที่ตามีรูปของชายคนหนึ่ง(ขนาดเล็กมากต้องส่องกล้องจุลทรรศน์,
ถ่ายรูปไม่ค่อยติดผ้าคลุม ในปี 1753 สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 14
ทรง ประกาศรับรองการประจักษ์ ของแม่พระแห่งกวาดาลูป อย่างเป็นทางการ

คุณสามารถอ่านแบบ ละเอียดยิบได้ในhttp://www.reocities.com/prakobkit/mary/guadaloup.html\



อันดับ 3 Padre Pio (St Pio of Pietrelcina)



หรือรู้จักกันอย่างดีในนาม หลวงพ่อปีโอ (Padre Pio)
ภายหลังถูกแต่งตั้งเป็นนักบุญปีโอ เป็นนักบวชโรมันคาทอลิกชาวอิตาลี ที
ชีวิตของท่านตลอดมามีแต่เรื่องศักดิ์สิทธิ์และปรากฏการณ์แปลกประหลาด เช่น
เห็นภาพสวรรค์ หยั่งรู้จิตใจผู้อื่น ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้
และรักษาโรคด้วยพลังจิต มีรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ปรากฏบนร่างกาย
ในลักษณะเหมือนบาดแผลขององค์พระเยซูเจ้า ขณะทรงถูกทรมานและถูกตรึงกางเขน

คุณพ่อปีโอมีชื่อเดิมว่า ฟรานเชสโก ฟอร์จีโอเน(Francesco Forgione)
เกิดในปี 1887 ท่านเติบโตขึ้นมาในครอบครัวชาวนา
ซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศอิตาลี เมื่อฟรานเชสโกอายุ 15 ปี
ท่านได้เข้าคณะกาปูชินและได้รับชื่อว่า “ปีโอ”
ท่านรับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ในปี ค.ศ. 1910
และถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
และหลังที่ท่านถูกตรวจพบว่าเป็นวัณโรคท่านจึงถูกให้ออก จากราชการ ใน ค.ศ.
1917 ท่าน ไดถูกส่งให้ไปประจำอยู่ที่อารามในซาน จีโอวานนี โรตอนโด 75
ไมล์จากเมืองบาริ บนคาบสมุทรเอเดรียติก

ในวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1918 ขณะที่ท่านกำลังโมทนา คุณหลังพิธีบูชามิสซา
คุณพ่อปีโอได้เห็นภาพนิมิตของพระเยซูเจ้า เมื่อภาพนิมิตนั้นหายไป
ท่านได้รับรอยบาดแผลศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับพระเยซูเจ้าที่มือทั้งสองข้าง
เท้า และสีข้าง

หลัง จากนั้น มีการตรวจสอบบาดแผลศักดิ์สิทธิ์จา นายแพทย์
เจ้าหน้าที่พระศาสนจักร แต่มาหลวงพ่อปีโอก็เริ่มโด่งดัง
แม้ท่านไม่อยากออกอารามหลังได้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ แต่ประชาชนอยากเจอท่าน
ท่านเลยจำต้องออกพบฝูงชน ฝูงชนชอบท่านมากๆ
ถึงขั้นบางครั้งถูกผู้คนตัดหรือฉีกชุดของท่านไปเป็นที่ระลึก(หลวงพ่อท่าน
ต้องสวมถุงมือตลอดเวลา
ทั้งนี้เพื่อปกปิดบาดแผลศักดิ์ศิทธิ์ที่เหมือนรอยตอกปะตูนั้นเอง)

จากนั้นก็มีข่าวต่างๆ มากมาย ประชาชนเชื่อว่าหลวงพ่อสามารถรักษาโรคต่างๆ
หายได้ โดยใช้พลังวิงวอนรักษา มีพลังอ่านใจคน และมีพลังทำนายอนาคต
คุณพ่อปีโอมรณ ภาพในวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1968 และได้รับการแต่งตั้ง
เป็นบุญราศี ในปี ค.ศ. 1999 และหลังการตายของท่าน
ร่างของท่านยังคงสดเหมือนช่วงมีชีวิตอยู่ และไม่ได้เน่าเปื่อยแต่อย่างใดเลย

คลิป http://www.youtube.com/watch?v=wtRHGWKqAGE&feature=related



อันดับ 2 The Miracle of Lanciano



ศีลมหาสนิท หรือ มิสซา คือ พิธีกรรมของชาวคริสต์ เพื่อร่วมสนิทกับพระเยซู
โดยการรับประทาน ขนมปัง (สัญลักษณ์แทนพระกายของพระองค์) และ เหล้าองุ่น)

อัศจรรย์ศีลมหาสนิทแลนซีอาโน
เป็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ที่น่าเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นที่แลนซีอาโน
เป็นเหตุการณ์การเกิดมหัศจรรย์เกี่ยวกับศีลมหาสนิทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระ
ศาสนาจักรคาทอลิกเป็น อัศจรรย์แรกและยิ่งใหญ่ที่สุดของพระศาสนจักรคาทอลิก
มากกว่า 1,200 ปี เหตุการณ์ เหล่านี้เกิดใน เมืองเก่าชื่ออันซานุ
แคว้นเฟรนตานีส ประเทศอิตาลี ในคริสตศักราช 700
อัศจรรย์นี้เกิดขึ้นที่โบสถ์เล็กๆชื่อ วัดนักบุญลองจินุส ( St. Legontian)
เป็นการสนองตอบจากสวรรค์ต่อความสงสัยของพระ
สงฆ์องค์หนึ่งในเรื่องเกี่ยวกับการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท
ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างพิธีมหาบูชามิสซาหลังจากภาคอภิเษกศีลแล้ว จู่ๆ
แผ่นปังได้กลับกลายเป็นเนื้อ มนุษย์สดๆ และเหล้าองุ่นก็เป็นก้อนเลือด 5
ก้อน ที่แตกต่างในรูปทรงและขนาด
ทำให้หลายคนเชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์จากสรวงสวรรค์
ทำให้แผ่นปังเนื้อมนุษย์ถูกเก็บอย่างดีในรัศมีที่ทำจากโลหะเงินอันวิจิตร
การตา ส่วนก้อนพระโลหิตถูกเก็บรักษาอยู่ในแก้วคริสตัลเก่าแก่และสวยงาม
และยังคงถูกเก็บรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้

ในปี 1970-1971 ได้มีการตรวจสอบ โดยนักวิทยาศาสตร์ และพิสูจน์บางส่วนในปี
1981โดยวิเคราะห์พิสูจน์ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ที่แม่นยำหลายครั้ง
และได้ผลสรุปคือ เนื้อเป็นเนื้อจริง และเลือดเป็นเลือดจริง,
เป็นเนื้อเลือดของมนุษย์,
เนื้อประกอบด้วยเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อหัวใจ,ในเนื้อมีส่วนประกอบของหลอด
เลือดแดง-หลอดเลือดดำ มีเส้นประสาทและรูหัวใจด้านซ้ายของหลอดเลือดแดง,
เนื้อเป็น "หัวใจ ที่มีโครงสร้างครบถ้วนสมบูรณ์ของหัวใจ,
เนื้อและเลือดมีหมู่เลือดแบบเดียวกันคือ: AB เป็น
หมู่เลือดหมู่เดียวกันกับที่ผ้าห่อศพแห่งตูริน

ส่วนของเลือดพบว่า ในเลือดพบว่ามีโปรตีนในอัตราส่วนปกติ (percentage-wise)
เช่นเดียว กับที่พบใน sero-proteic make-up ของเลือดสดธรรมดา และมีแร่ธาตุ :
chlorides, phosphorus, magnesium, potassium, sodium และ calcium
และที่น่าทึ่ง
คือสภาพของเนื้อและเลือดยังคงสภาพเดิมตลอดเวลาแม้ว่าจะสัมผัสอาการ,ลม,แสง
สภาพธรรมชาติเป็นเวลานาน 12 ศตวรรษ

รายละเอียด http://www.belongtothetruth.com/Miracle/s01.htm



อันดับ 1 The Miracle of the Sun




คุณคงได้ยินเรื่องของพระแม่ฟาติมา แล้วใช่เปล่าครับ
ได้หนึ่งในเหตุการณ์การประจักษ์ของพระแม่ฟาตินาที่สร้างความอัศจรรย์ไปทั่ว
โลกคือการประจักษ์ดวงอาทิตย์ “เริงระบำ”แห่งฟาตินานั้นเอง
เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์อัศจรรย์ที่มีพยานมากถึง 100,000คน ในวันที่ 13
ตุลาคม 1917 ในเขตลา โควา ดา อิรีอา ชาวเมืองฟาติมา
ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆทางตอนเหนือ โปรตุเกส
โดยเรื่องของเรื่องคือหลายคนไม่เชื่อเรื่องเด็กน้อย 3 คน(ลูเซีย
ฟรางซิสโกและยาชินตา)ที่ได้พบกับพระแม่มารีอาหรือพระแม่พระประจักษ์ที่ทรง
เสด็จมามอบข่าวสารจากสวรรค์ให้กับมนุษย์เป็นความลับ 3 อย่าง
พระนางเลยบอกให้พาผู้คนมายังต้นไม้บริเวณโบสถ์และจะประจักษ์มาเมื่อวันที่
13 ตุลาคม 1917(สำหรับพวกเด็กแล้วถือ ว่าเป็นครั้งที่หก)
และเมื่อถึงวันที่พระนางบอกจากตอนแรกหลายที่บอกว่าประชาชน 70,000 คน
ปรากฏว่ามีถึง 100,000 คนเลยทีเดียวเนื่องจากมีทั้งคนที่มีความ เชื่อ
และคนที่มาเพราะความอยากรู้อยากเห็น ทั้งคนที่คัดค้าน
ตลอดจนนักหนังสือพิมพ์ ผู้สังเกตการณ์ (แพทย์ นักวิชาการ ฯลฯ)
และเมื่อถึงเวลา ประจักษ์ผู้คนในที่ห่างนั้นก็ตกตะลึง จู่ๆ ก็เกิดฝนตก
และเมื่อฝนหยุดตก เมฆครื้มแต่เช้าจางหายไป
ดวงอาทิตย์ปรากฏตรงศีรษะเหมือนรูปจานบิน มองด้วยตาเปล่าไม่เคื่องตา
แล้วฉับพลันนั้นเองดวงอาทิตย์ก็เริ่มหมุนรอบตนเองประดุจล้อไฟ
แสงพวยพุ่งไปรอบทิศ เปลี่ยนเป็นสีต่างๆ บนท้องฟ้า ต้นไม้ แผ่นดิน หิน
และฝูงชน เหมือนถูกต้องด้วยสีเขียว เหลือ แดง ม่วง ดวงอาทิตย์หยุดชั่วครู่
แล้วหมุนแผ่รังสีจ้ากว่าเก่าอีก แล้วเริ่มใหม่เป็นครั้งที่สาม
ฝูงชนต่างอกสั่นขวัญแขวงต่างสวดวิงวอนกันยกใหญ่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 10
นาที ท่ามกลาวฝูงชน 70,000-100,000 คน เห็นกันโดยถ้วนหน้า
แม้ผู้ที่อยู่ห่างไกลถึง 30-40 กม. และทุกคนยังต้องประหลาดใจอีกครั้ง
เพราะเสื้อผ้าที่เปียกด้วยน้ำฝน
และรอยเปื้อนน้ำโคลนเมื่อสักครู่นี้กลับแห้งสนิท และสะอาดหมดจดทีเดียวหลัง

หลังจากเหตุการณ์นี้ ปี ค.ศ.1919 ได้มี การสร้างวัดน้อยหลังแรก ณ
สถานที่ที่แม่พระประจักษ์
ก่อนที่จะพัฒนาเป็นวิหารและกลายเป็เมืองศักดิ์สิทธิ์ที่นักแสวงบุญทั่วโลก
ต้องมาในที่สุด

รายละเอียด http://haab.catholic.or.th/church/fatima_3.html


_________________


By...นักวาดฝัน
ดูข้อมูลส่วนตัว http://hong-san-fun.forumotions.net

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน  ข้อความ [หน้า 1 จาก 1]

Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ